จัดงานมหกรรมควายยักษ์ครั้งที่ 4

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย ร่วมกับ ปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานมหกรรมความยักษ์ เมืองสองแคว ครั้งที่ 4 และระลึกวันอนุรักษ์ควายไทย ขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาควายไทยจังหวัดพิษณุโลก เป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเห็นความสำคัญกับการผลิตควายคุณภาพทั้งการจัดการเลี้ยงดู การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์กระบือ และร่วมกันอนุรักษ์ควายไทยมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มของกระบือ หรือ ควายไทย ภายในงารนมีการจัดนิทรรศการควายไทย, พิธีสู่ขวัญควาย ,การโชว์ความเผือกและควายแคระแสนรู้ ,การประกวดความงามจากทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมด 12 รุ่น
จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ พบว่า ใฝนปี 2552 จำนวนกระบือภายในประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 1,300,000 ตัว และได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเหลือกระบือประมาณ 800,000 ตัว จากปัญหาดังกล่าวหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงร่วมมือกับเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงกระบือให้ความสำคัญกับการผลิตกระบือคุณภาพการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ที่เหมาะสมการอนุรักษ์พันธุกรรมที่ดีและการเพิ่มจำนวนกระบือต่อไป ขณะนี้ที่นางดวงพร แสเผือก เจ้าของฟาร์มชัยนาทพัฒนาควายไทย ซึ่งได้นำเจ้า “จันทร์สง่า” กระบือเพศผู้ อายุ 5 ปี ที่มีน้ำหนัก 1,167 ก.ก. และได้นำมาประกวดภายในงานครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า อยากให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้อนุรักษ์ควายไทยแท้ ไว้กับประเทศไทย เนื่องจากควายไทยจริงๆ แล้วเลี้ยงง่าย และเลี้ยงแบบเปิดกินหญ้าทั่วไปจะทำให้แข็งแรง อายุยืนยาวกว่า ซึ่งตนเองได้ซื้อเจ้าจันทร์สง่า มาตั้งแต่เล็ก จนถึงขณะนี้โตและมีน้ำหนักเป็นตัน ส่งเข้าประกวดหลายเวที ได้แชมป์มาหลายสนาม ซึ่งมีคนมาให้ราคาแล้ว 1.5 ล้านบาท
นายสมบัติ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ หันมาเลี้ยงควายไทยที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัมกันมาก ขึ้น เนื่องจากมีความสวยงามมากกว่าควายต่างประเทศ และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เลี้ยง ที่แต่ละตัวมีราคาหลายแสนบาท ซึ่งที่ผ่านมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ควายไทยถือว่ามีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างมาก จนสามารถพัฒนาเป็นควายที่มีน้ำหนักเป็น 1,000 กิโลกรัม โดยเฉพาะฟาร์มกระบือของตนเอง มีควายยักษ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม กว่า 120 ตัวแล้ว

folder_openAssigned tags
keyboard_arrow_up